Graphic Design Thinking

นักออกแบบคิดอย่างไร




















Elizabeth Herrmann สถาปนิกและนักออกแบบ ได้สัมภาษณ์บุคคลต่างๆ เกี่ยวกับงานที่พวกเขาทำ 
หนึ่งในนั้นคือ David Barringer ซึ่งเป็นทั้งนักออกแบบ อาจารย์ และนักเขียน


คุณปรับปรุงงานอย่างไร?

เดวิด บาร์ริงเกอร์ — ผมปรับปรุงงานอย่างไร? ผมฝัน ผมคิดสด ผมล้ม และผมก็เริ่มต้นใหม่ 

ถ้าคุณเป็นคนที่ยึดติดกับหลักการหรือแนวคิด เช่น แนวคิดสมัยใหม่ (Modernism) แนวคิดหลังสมัยใหม่ (Postmodernism) แนวคิดนิยมความจริง (Realism) คุณจะสามารถแก้ปัญหาในฉับเดียว โดยไม่ผ่านการแก้ไขหรือปรับปรุงงาน หรืออีกนัยหนึ่ง คือคุณสร้างเงื่อนไขให้กับงานและใช้วิธีแก้งานแบบเดิมๆ กับงานออกแบบโดยไม่คิดหาหนทางอื่นๆ คล้ายกับทนายที่ว่าความตรงตามตัวบทกฎหมาย ไม่มีบิดพลิ้ว

สำหรับตัวผมเอง ผมไม่เคยคิดเดินตามแนวคิดแบบนั้นเลย ด้วยเหตุผลที่ว่า ผมไม่ใช่ทนาย หรือแม้แต่ผู้พิพากษา

ผมมีทริก มีกลยุทธ์ และแนวคิดมากมายที่พรั่งพรูออกมา แต่ผมเลือกที่จะหยุดการออกแบบหน้าปกหนังสือไว้เพียงแค่นั้น โดยให้ทราบเนื้อหาข้างในเพียงคร่าวๆ และเน้นไปที่อารมณ์ โทน การจัดองค์ประกอบให้ดูเหมาะสมมากกว่า

ผมงมอยู่กับวิธีหลากหลายรูปแบบ เพราะไม่เคยมีกฎเขียนเอาไว้ และเครื่องมือออกแบบมันก็มากมายเกินไป และผมก็ต้องหาวิธีหยุดตัวเองไม่ให้ฟุ้งซ่านไปพร้อมๆ กันด้วย โดยอาจตั้งเงื่อนไขการออกแบบ เช่น ใช้เฉพาะสีขาวดำ หรือต้องออกแบบด้วยมือทั้งหมด ใช้ภาพประกอบโดยจัดตัวอักษรชิดขอบซ้าย หรือออกแบบแนวการ์ตูนที่ใช้สีสันฉูดฉาด หรือเปลี่ยนสัดส่วน
.....

การฝึกฝนจะช่วยสร้างแนวทางที่เป็นไปได้ ช่วยให้ไม่หลุดออกนอกลู่นอกทางมากนัก สามารถก้าวเดินได้ตามใจปรารถนา และนั่นรวมถึงการก้าวไปข้างหน้าและก้าวถอยหลัง ดังนั้น ตอนที่ผมวุ่นกับการหาข้อจำกัด ผมก็สามารถเข้าใจได้ว่า อะไรคือสิ่งที่ผมมีอยู่ อะไรคือสิ่งที่ผมจะนำไปใช้งานได้ บางทีมันอาจเป็นอะไรที่ดูง่ายๆ เช่น การเลือกรูปประกอบ หรือตอนที่คิดจะทำอะไรที่ยังไม่เคยทำมาก่อน

ส่วนที่สนุกที่สุดสำหรับผม คือตอนที่ออกไปหาแรงบันดาลใจ หาข้อจำกัดของเครื่องมือที่มี ซึ่งก็ทำให้ผมได้แรงบันดาลใจใหม่ๆ กลับมาด้วย

ผมเคยปวดหัวกับการออกแบบหน้าปกหนังสือบางเล่ม จนต้องย้อนกลับไปดูแบบร่างเก่าๆ ที่เคยทำมา ซึ่งทำให้ผมเห็นความเปลี่ยนแปลงหลายๆ อย่าง เช่น รูปแบบของหน้าปก อารมณ์ เครื่องมือที่ใช้ มุมมอง ซึ่งผมต้องนำสิ่งเหล่านี้มาปรับแก้ และเลือกสรรสิ่งที่ดีที่สุด

ซึ่งการเลือกสรร เป็นสิ่งที่ยาก แต่ก็ไม่ได้ยากเกินไป ถ้าผลงานที่ออกมาไม่โดดเด่นในสายตาของผม ผมจะคิดเสมอว่า ผลงานทั้งหมดนั้นเอาไปใช้ไม่ได้ สมมติว่าผมมีปกหนังสือสักสามสิบแบบ แต่ยังไม่ถูกใจสักแบบ ผมจะถือว่าทั้งหมดคือความล้มเหลว และผมก็จะมุ่งหน้าออกแบบปกเพิ่มเติม
.....

การออกแบบหน้าปกที่ดี คือการเชื่อมโยงองค์ประกอบเข้ากับเนื้อหาที่ต้องการสื่อ โดยไม่จำเป็นจะต้องสื่อความให้ตรงกับเนื้อหาแบบทุกตัวอักษร

"แต่จงสร้างรูปแบบที่เป็นตัวแทนของเนื้อหา"

ซึ่งมันจะสามารถถ่ายทอดความหมายได้ดีกว่า และจะช่วยให้คนเมื่อเห็นหน้าปกแล้วรู้สึกอยากหยิบหนังสือขึ้นมาอ่าน และมันจะประสบความสำเร็จสูงสุด หากเขาอ่านหนังสือจนจบแล้วกลับมาดูหน้าปก และรู้สึกว่าหน้าปกมันสามารถสรุปเรื่องราวทั้งหมดของหนังสือได้ 
นั่นแหละคือคุณค่าของการออกแบบที่แท้จริง

มันไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัวในการตัดสินว่า ผลงานไหนดี ผลงานไหนไม่ดีหรอก มันขึ้นอยู่กับวิธีการสร้างผลงานนั้นต่างหาก การตัดสินที่ผลงานสุดท้ายทีเดียว ก็เหมือนกับเราเห็นภูเขาอยู่เบื้องหน้าแต่มีหมอกมาบังไว้ แม้ว่าเราจะรู้ว่ามันมีภูเขาอยู่ แต่เราไม่รู้หรอกว่าเส้นทางไหนที่จะทำให้เราไปถึงยอดเขานั้น คุณต้องออกแรงปีนป่ายมันเอง

สุดท้ายแล้ว เราอาจจะได้เจอกับภูเขาลูกใหม่ หรือเจอกับม่านหมอกใหม่ๆ อีกมากมาย
.....


ที่มา: Graphic Design Thinking
Ellen Lupton เขียน
จุติพงศ์ ภูสุมาส แปล

ภาพประกอบ: David Barringer

Less is More

ในฐานะที่ทำงานในด้านนี้ และผมก็เป็นคน 'บ้าบอล' อยู่แล้ว ก็เลยจะสนใจเรื่องตราสโมสรหรือโลโก้ทีมฟุตบอลเป็นพิเศษ
ยังจำได้ว่า ตอนเด็กๆ จะชอบหาภาพโลโก้ทีมฟุตบอลจากหนังสือสตาร์ซ็อคเกอร์มาเป็นแบบวาดเล่นเป็นประจำ โลโก้ที่ชอบวาดก็มีสเปอร์ส เชฟฟิลด์ เวนสเดย์ เอฟเวอร์ตัน ฯ (เพราะวาดง่าย)


อยากยกตัวอย่างโลโก้ที่เข้ากับแนวทางการออกแบบที่เรียกว่า Less is More = น้อยเป็นดี
บางครั้ง สัญลักษณ์องค์กร มันบ่งบอกถึงความเป็นมืออาชีพได้เหมือนกันนะครับ เพราะแสดงถึง 'ความใส่ใจ' ในสิ่งที่ตัวเองทำอยู่

จะเห็นได้ว่าโลโก้ของทีม ชลบุรี นั้นดูเรียบง่าย ตอบโจทย์ ไม่ซ้ำซาก และเป็นเอกลักษณ์
องค์ประกอบโลโก้ของชลบุรี มีดังนี้
1) ฉลาม เป็นสัญลักษณ์หลักดั้งเดิมอยู่แล้ว
2) สีฟ้า (แถบตรงหัวฉลาม) สื่อถึง ท้องฟ้า
3) สีน้ำเงิน สื่อถึง น้ำทะเล
4) ชื่อทีม + คำบอกประเภทองค์กร ซึ่งเขาก็ใช้ภาษาอังกฤษ Football Club คำเดียวจบ ไม่ต้องใช้ เอฟซง เอฟซี อะไรให้มากมายเหมือนทีมอื่น ถ้าจะใช้ภาษาไทย ก็ใช้คำว่า สโมสรฟุตบอล ไปเลยไม่ต้องมี เอฟซี. อีก (นึกภาพโลโก้ ทีมเพชรบุรี หรือการท่าเรือ)

สรุปคือ โลโก้ องค์ประกอบยิ่งน้อย ยิ่งดี

ครั้งแรกที่เห็นรู้เลยว่า ทีมนี้มีวิสัยทัศน์ เพราะเขากล้าแหวกขนบการออกแบบโลโก้ทีมในหลายๆ อย่างที่ทีมอื่นใช้กันจนเกร่อ เช่น
- รูปทรงที่ต้องเป็นวงกลม หรือ รูปโล่
- ต้องมีรูปลูกฟุตบอล
- มีสัตว์สัญลักษณ์ยืนสองข้าง (แนวนี้อาจได้มาจากทีมในอังกฤษ)
- ใช้ตัวอักษรย่อ (นึกภาพโลโก้ Fulham, Bangkok United)
- ปีก (นึกภาพโลโก้ Bangkok United อีกนั่นแหละ)
- ดาว (บางทีก็ไม่มีความหมาย ใส่ไปทำไม)
- ช่อมะกอก (รู้ว่าสื่อถึงกีฬา แต่บางทีมันก็รกไป)
- โลโก้แบบแบ่งเป็น 4 ช่อง เหมือนโลโก้โรงเรียน/มหาวิทยาลัย (นึกภาพโลโก้ ทีมราชบุรี)
- ป้ายชื่อโค้งๆ หรือ เป็นแถบริบบิ้น (ซึ่งบางทีอาจไม่ต้องมีก็ได้ มีแค่ตัวอักษรชื่อทีมข้างล่างสัญลักษณ์ อาจจะดูเรียบง่ายกว่า)
...

มาตรฐาน ISO ของ วินทร์ เลียววาริณ


ผมไม่คิดในเรื่อง 'มาสเตอร์พีซ' เพราะถ้าคิดแบบนั้นมันดูเหมือนมีอีโก้สูงมากไป...
                                                                                                                      
                                                                                           


ผมทำงานแต่ละชิ้นให้ดีที่สุดในมาตรฐานที่ผมกำหนดไว้ งานแต่ละชิ้น ผมมี ISO ของผมคือ "I See Okay" ถ้าผมเห็นว่ามันโอเค มันก็โอเค ซึ่งบางเล่มก็อยู่ใน ISO ระดับสูง บางเล่มก็อยู่ใน ISO ระดับล่างๆ แต่รวมๆ คือมันจะอยู่ในเส้นนี้ ถ้ามันต่ำกว่าเส้นนี้ก็ไม่ออกมา เพราะถ้าคุณส่งงานที่ต่ำกว่า ISO ออกมา โอกาสตายในอนาคตมีสูง ผมไม่คิดฆ่าตัวตายเร็วอย่างนั้น 

งานคุณต้องมีมาตรฐานในระดับหนึ่ง แต่ถ้าคิดว่างานชิ้นใหม่ต้องดีกว่าชิ้นเก่า ชาตินี้เราจะไม่มีงานชิ้นใหม่ออกมาเลย เพราะมันเป็นไปไม่ได้ มันฝืนธรรมชาติของมนุษย์ที่จะทำอย่างนั้น บางคนทำงานชิ้นหนึ่งดีมาก แล้วหวังว่าชิ้นต่อไปจะต้องดีกว่านั้น มันยากมาก 

ในยุคแรกๆ ที่ผมได้รางวัล ผมค่อนข้างจะเกร็ง อย่างเช่น รางวัลช่อการะเกด ผมมีความรู้สึกว่าอยากจะทำงานชิ้นใหม่ให้มันดีกว่าชิ้นเก่า ถ้าเป็นไปได้สักสองเท่า แต่ในความเป็นจริงคือทำไม่ได้ เป็นไปไม่ได้ เพราะไม่มีมนุษย์คนไหนที่สามารถทำงานในแบบนั้นได้ การเกร็งทำให้งานของเรายิ่งไปกันใหญ่ คือไม่เป็นผลดีกับตัวเองเลย พอผ่านมาระยะหนึ่ง ผมปล่อยวางตรงนี้ได้ มันรู้สึกสบายใจขึ้นเยอะ คือแปลว่า เราไม่รู้สึกว่ารางวัลเป็นสิ่งที่กำหนดวิถีการเขียนงานของเราอีกต่อไป

ถ้าเราไม่เกร็งในจุดนี้ คิดว่าทำงานที่ดีออกมาก็แล้วกัน จะดีมากดีน้อยอีกเรื่องหนึ่ง แต่ก็ยังดีอยู่ก็ 'โอเค'

รางวัลในบ้านเราช่วยทำให้ชื่อนักเขียนเป็นที่รู้จักเท่านั้นเอง ที่เหลือเป็นหน้าที่ของนักเขียนที่จะรักษามันไว้ และถ้าเราไม่เกร็งกับตัวรางวัล ก็แปลว่ามันไม่มีผลอะไร เราก็สามารถผลิตงานด้วยความสบายใจ เรารู้ว่าชิ้นนี้มันอยู่ในระดับที่โอเค ชิ้นนี้รู้สึกพอใจมากๆ ชิ้นนี้พอไปได้ แต่ก็ยังอยู่ในระดับที่ขายได้ ในระดับที่ไม่ทำลายงานตัวเอง การทำงานก็เป็นแบบนั้น

การทำงานศิลปะ ไม่ว่าสายไหนก็ตาม ผลผลิตมันย่อมที่จะมีขึ้นมีลงอยู่แล้ว ตามอารมณ์ ตามสภาพร่างกาย ตามสภาพสังคมเศรษฐกิจของเขาในช่วงเวลานั้น เพราะฉะนั้นบางงานก็ดีมากหน่อย บางงานก็ดีน้อยหน่อย สิ่งที่เราต้องทำก็คือ ทำอย่างไรจึงจะรักษามาตรฐาน ISO ของนักเขียน ก็คือให้อยู่ในคุณภาพที่รับได้ ถ้างานไม่ดี เราก็ไม่ปล่อยออกไป อย่างนั้นจึงจะทำให้เราอยู่ได้ในระยะยาว


เรียบเรียงจาก: บทสัมภาษณ์ใน Open โดย ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา ปี 2549
และบทสัมภาษณ์ใน vcharkarn.com ปี 2550

สีนั้นสำคัญไฉน?

เวลาไปใช้บริการธนาคารต่างๆ สิ่งแรกๆ ที่ช่วยให้ลูกค้านึกถึงธนาคารเหล่านั้นได้คือ 'สี'

ธนาคารต่างๆ ได้ใช้สีมาเป็นจุดสร้างความน่าจดจำให้เกิดขึ้นแก่องค์ก
หากถามว่า เวลาเห็นสีม่วงคุณจะนึกถึงธนาคารอะไร... ไทยพาณิชย์ ใช่หรือเปล่า
หรือเห็นสีเขียวนึกถึงธนาคารอะไร... กสิกรไทยมาเป็นอันดับแรกใช่หรือไม่





นั่นแสดงว่า สีมีผลต่อการจดจำของลูกค้า?

การสร้างแบรนด์ด้วยการเน้นสีสัน จะทำให้คนจำง่าย ยิ่งถ้ามีสีแตกต่างไม่เหมือนใคร ก็ยิ่งจดจำได้ง่ายขึ้นอีก
แต่ละธนาคารจึงเน้นการแข่งขันในการสร้างแบรนด์ให้แตกต่าง แต่ให้คนจำง่าย เข้าใจง่าย เพื่อให้แบรนด์ของตนเองเป็นที่รู้จักในวงกว้าง 



ที่มา: Hardcoregraphic.com

Design vs Art


การออกแบบงาน ไม่ยากเท่าการพรีเซนต์งานอย่างไร ให้เขาเชื่อได้ว่าที่เราออกแบบนั้น มันมีหลักการ มีความหมาย ผ่านกระบวนความคิดหลายขั้นตอน และแสดงให้เขาเห็นว่าเราไม่ได้มั่ว

งานออกแบบประเภท Commercial Print จึงแตกต่างจากงานศิลปะ (Art) งานออกแบบเราทำเพื่อรับใช้ลูกค้า รับใช้การตลาด จึงต้องอธิบายได้ว่า ที่เราสร้างมานั้น มันสื่อถึงอะไร ทำหน้าที่อะไร เป้าหมายคืออะไร...

แต่งานศิลปะ เช่น วาดรูป หรือแม้กระทั่งเขียนนิยาย เราไม่จำเป็นจะต้องไปอธิบายความหมายอะไรเลย ควรปล่อยให้คนดูเขาตีความในแบบของเขาดีกว่า เพราะจะได้ไม่เป็นการสร้างกรอบ และปิดกั้นจินตนาการ